ฉลาดเกมส์โกง : คนขี้ลืมมักจะไม่โกหก และคนโง่มักจะไม่ค่อยโกง

‘คนขี้ลืมมักจะไม่โกหก และคนโง่มักจะไม่ค่อยโกง’

พูดอย่างนี้ก็ไม่ค่อยถูก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสามารถบางอย่างมันเอื้อให้เกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในแง่ของศีลธรรม เหมือนนักเล่นแร่แปรธาตุที่รู้ดีว่าต้องหยิบอะไรมาผสมกับอะไรจึงจะเกิดผลึกใหม่ที่มีสีสวยงาม ในขณะที่คนธรรมดาไม่ค่อยกล้าผสมสารอะไรมั่วๆ เพราะกลัวมันจะระเบิด

‘ฉลาดเกมส์โกง’ ก็เป็นแบบนั้น

18671298_10155153123040803_5400437677978882351_n

จะโทษ ‘ลิน’ คนเดียวก็ไม่ได้ ในเมื่อปมตั้งต้นในฉากแรกๆ ของหนังชี้ให้เห็นว่า ‘ครู’ บางคนก็โกงเหมือนกัน แต่วิธีการโกงของครูถูกทำให้แนบเนียนภายใต้กติกาที่ครูกำหนดขึ้นมาเอง

ทำไมจะไม่เคยเจอ… ครูที่เปิดสอนพิเศษและแจกชีทที่ตรงกับข้อสอบสุดๆ

นั่นแค่ระดับห้องเรียน แล้วระดับโรงเรียนล่ะ?

ค่าน้ำร้อนน้ำชาที่ต้องจ่ายให้แก่ ผอ. ไม่ใช่ ‘การโกง’ อย่างหนึ่งหรือ ?

ไปๆ มาๆ หนังเรื่องนี้ก็เล่าเรื่องกลโกงของคนที่มากกว่า ‘การโกงข้อสอบของเด็กนักเรียน’

.
.
.

ลินบอกว่า… ลินไม่ได้โกง เพราะการโกงต้องมีคนเสียผลประโยชน์ แต่การที่ลินให้เพื่อนลอกข้อสอบมีแต่ได้กับได้ เพื่อนได้คะแนน และลินได้เงิน

ลินไม่ได้มองว่านั่นคือการ ‘โกงความรู้’

พนักงานตรวจสอบบัญชีคนหนึ่งเคยพูดให้ฟังว่า ‘คนที่เคยทำผิด มีแนวโน้มว่าจะทำผิดซ้ำอีก’ สอดคล้องกับความเห็นของคุณครูที่นั่งดูหนังเรื่องนี้ข้างกัน เธอหันมากระซิบว่า ‘ถูกจับได้ครั้งแรก ไม่ได้แปลว่าทำผิดครั้งแรก’

ช่างฟังดูน่ากลัว… เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ข้อสอบ

.
.
.

หนังทำให้เห็นว่าคนที่ทุจริตเล็กๆ มักจะทุจริตใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ
ใช่นั่นแหละ… เมื่อใครสักคนเริ่มโกหก เขาจะต้องโกหกต่อไปอีกเรื่อยๆ เพื่อให้เรื่องลวงโลกของเขาสมจริงที่สุด

อาจจะรุนแรงไปถ้าจะพูดว่าลินโลภ
ลินแค่ทะเยอทะยาน มีความฉลาดเป็นที่ตั้ง และความฉลาดของลินนั่นเองที่เอื้อให้เกิดเรื่องโกงๆ เหล่านี้

ส่วนคนอื่นๆ ก็มีเงินเป็นตัวตั้ง มีกำลังจ่ายจึงยินดีจ่าย ดีมานด์เท่ากับซัพพลายจึงกลายเป็นการโกงอย่างมีระบบ

คอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศนี้ การลอกข้อสอบก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงการศึกษา และหนังก็ทำให้เห็นอีกว่าเงินซื้ออะไรได้บ้าง

.
.
.

ในขณะที่พ่อของลินเป็นตัวแทนของความดี ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องโกงๆ และซ้ำร้ายพ่อไม่ได้รู้สึกเจ็บร้อนว่าตัวเองถูกโกง กลับยืดอกรับมันด้วยประโยคที่ว่า ‘พ่อเต็มใจจ่าย’

การคดโกงจะดูสะอาดสะอ้านขึ้นเมื่อมีความเต็มใจจากผู้เสียผลประโยชน์ อย่างนั้นใช่ไหม?

พ่อถูกวางบทบาทให้เป็นครูท่ามกลางความหมิ่นเหม่ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพของครูคนอื่นๆ ในเรื่อง

คนเป็นครูควรจะเป็นให้ได้แค่ไหน?
คนบางคนเป็นครูทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่ทำตามชื่ออาชีพด้วยการสอนในห้องเรียน

‘ครูควรจะเป็นแบบอย่างด้านอื่นๆ ของชีวิตด้วย’ ตามที่ตัวละครซึ่งสวมบทครูอีกคนในเรื่องพูดไว้หรือเปล่า

หรือเรื่องส่วนตัวก็ส่วนหนึ่ง เรื่องอาชีพก็ส่วนหนึ่ง ไม่เอามาปะปนกัน?

แต่การโกงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ศีลธรรมจรรยาก็เป็นเรื่องของระบบคิดและทัศนคติต่อชีวิต
Mindset ที่ดีจำเป็นสำหรับทุกอาชีพ
แต่สำหรับอาชีพครูค่อนข้างจะหนักหน่อย เพราะครูถูกวางให้เป็นอาชีพสร้างคน

ครูที่มี Mindset ไม่ดี จะถ่ายทอดอะไรไปสู่ผู้เรียนบ้าง?

ความน่าหดหู่ปรากฏขึ้นซ้ำอีกเมื่อนึกว่ามีเด็กจำนวนกี่คนที่ผ่านเบ้าหลอมของครูแบบนั้นออกไปสู่สังคม

.
.
.

มันเทาๆ ทึมๆ ทั้งเรื่องนั่นแหละ

หนังดูน่าอึดอัดในช่วงแรก โดยเฉพาะการตัดเข้าฉากเล่าเรื่องที่เหมือนสอบปากคำ แต่พอดูไปจนถึงท้ายเรื่องก็พบเฉลย ในฐานะคนดูรู้สึกว่าถูกหลอกเบาๆ แต่ชอบวิธีคิดและการหยิบฉากสอบปากคำมาแทรกไว้ (อย่างน่าอึดอัด) เช่นนี้

.
.
.

สิ่งที่ชอบอีกอย่างก็คือ หนังเชื่อในพลังของการเปลี่ยนแปลง

ชอบฉากที่ภาพของแบงค์ซ้อนทับกับภาพพ่อของลิน แล้วประตูแห่งความจริงก็เปิดออก

มากกว่าการโกงข้อสอบก็คือ… พวกเขาเหล่านั้นกำลัง ‘โกงชีวิต’

.
.
.

ชื่อภาพยนตร์ : #ฉลาดเกมส์โกง

‘ไข่ย้อย ดากานดา’ กล่องแพนโดร่าที่ไม่มีความบังเอิญ : อภิชาติ เพชรลีลา

“มันเป็นกล่องแพนโดร่าที่มึงไม่ควรเปิด” เสียงปลายสายดังมาจากเชียงใหม่

“กูไม่ได้เปิด คนอื่นเปิดแล้วถือมาวางไว้ข้างหน้ากู”

“เออ นั่นแหละ ยังไงมึงก็ไม่ควรไปเห็นของพวกนั้น”

 

 

คำพูดที่เคยคุยกับเพื่อนทางโทรศัพท์ดังก้องในใจขณะอ่าน ‘ไข่ย้อย ดากานดา’ ได้ครึ่งเล่ม

เรื่องบางเรื่องไม่ควรไปสู่รู้ เพื่อนบอกมาอย่างนั้น

ไม่ได้สู่รู้ แต่บางอย่างมันเป็นเรื่องของสัณชาติญาณและความจริงในดวงตาที่เจ้าของเรื่องปิดไม่มิด

 

กล่องแพนโดร่าของดากานดาถูกเปิดออก

ความจริงบางอย่างซ่อนไว้ในแววตาไม่มิด

คนคุ้นเคยมักเป็นแบบนั้น

ในความห่างไกล ห่างเหิน ห่างหาย หากยังรักยังยินดีต่อกันแค่แววตาท่าทีก็มากพอจะยึดโยงโมงยามของปัจจุบันกลับไปหาความทรงจำได้ไม่ยาก

 

ไม่เคยอ่าน ‘กล่องไปรษณีย์สีแดง’ แต่รักหนังเรื่อง ‘เพื่อนสนิท’ มาก

ไม่ได้เลือกเรียน มช. เพราะดูหนังเรื่องนี้ตอน ม.6

แต่ฉากดากานดาซ้อนมอเตอร์ไซค์ไข่ย้อยข้ามสะพานเหล็กเป็นภาพที่ติดแน่นอยู่ในใจ

และบ่อยครั้งที่ชวนเพื่อนสนิทไปนั่งเงียบๆ บนสะพานเหล็กมองแม่น้ำปิงในวันที่ไม่ค่อยโอเค

ปฏิเสธไม่ได้ว่าฉากนั้นสวยเหงาโรแมนติกเงียบและมีผลต่อจิตใจไม่แพ้ฉาก “ดากานดา… ฉันรักแกว่ะ”

 

กลับมาที่หนังสือ…

‘ไข่ย้อย ดากานดา’ โตขึ้นกว่าในหนังเยอะ

(ถ้าความโตเขาวัดกันที่ ‘ความดาร์ก’ ซึ่งจริงๆ มันอาจจะไม่ดาร์กสำหรับนักอ่านคนอื่นด้วยซ้ำ)

ไม่ใสๆ พาสเทล เหมือนในหนัง

แต่เทาๆ หม่นๆ เหมือนฟ้าวันฝนตก

.

.

.

นึกถึงคำพูดของเพื่อนอีกคนในวันที่เพื่อนทั้งรุ่นนัดรวมตัวครบรอบ 10 ปีของการเป็น ‘เฟรชชี่ แมสคอม มช.’

“ไปดาร์กอะไรมา” เพื่อนถามตรงๆ หลังจากอ่านงานเขียนบางชิ้น

จำไม่ได้ว่าวันนั้นตอบเพื่อนว่าอะไร

แต่ถ้าการเติบโตหมายถึงการผจญชีวิต

ถ้าคำว่าดาร์กของเพื่อนหมายถึงความเจ็บปวด

ความดาร์กดำมืดก็คงเป็นส่วนหนึ่งที่หลีกหนีไม่ได้ – สำหรับการเติบโต

 

ตัวละครใน ‘ไข่ย้อย ดากานดา’ ก็คงเป็นแบบนั้น

วันเวลาหมุนเหวี่ยงแต่ละคนไปเจอรายละเอียดหลากสีในชีวิต

แต่หลายคนก็เลือกขังตัวเองไว้ใน ‘พื้นที่ความทรงจำ’

ดากานดาเรียกพื้นที่นั้นว่า ‘เนเวอร์แลนด์ ดินแดนที่เวลาไม่เดินหน้าและไม่ถอยหลัง’

ไม่ใช่แค่ดากานดา… ไข่ย้อย นุ้ย และฉันก็มีเนเวอร์แลนด์ที่ขังตัวเองไว้ในนั้นอย่างแน่นหนาเช่นเดียวกัน

 

เรามีเนเวอร์แลนด์กันคนละที่

ในหลืบลึกก้นหัวใจ

หลายคนย้อนกลับไปเดินเล่นที่นั่นบ่อยๆ

ไม่ว่าชีวิตจริงจะเดินอยู่ข้างใครหรือส่วนไหนของโลก

.

.

.

‘เหมือนเขียนจดหมายใส่ขวดแก้วแล้วลอยทะเลเนิ่นนานจนมาเกยหาด’

ไข่ย้อยเปรียบภาพวาดของตัวเองไว้แบบนั้น

ทุกการส่งสาส์นย่อมหวังผลเสมอ

ไม่เว้นแม้กระทั่งการส่งสาส์นออกไปลอยๆ

ไม่ว่ามันอยู่ในรูปแบบไหน ภาพวาด เพลง บทกวี หรือแค่เพียงสเตตัสสั้นๆ ในโลกออนไลน์

 

เมื่อใครคนหนึ่งเปิดจุกขวดก็จะพบจดหมาย

แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าใครคนนั้นจะอ่านข้อความเข้าใจตามที่ต้นทางต้องการบอก

‘ยิ่งรู้จักศิลปินดีเท่าไหร่ ก็เข้าถึงงานของเขามากเท่านั้น’

‘หรืออาจทำให้เข้าใจผิดเพี้ยนไปด้วยอคติ’

หรือบางที… การพูดจาอ้อมโลกอาจเป็นศิลปะ!

.

.

.

เหมือนได้กลับไปหาเพื่อนเก่า

คิดถึงหอนาฬิกา มช.

หอมกลิ่นเชียงใหม่

และอยากไปยืนอยู่บนสะพานชาร์ลข้ามแม่น้ำตาวัลตาสักครั้ง

 

รักการใส่รายละเอียดที่เชื่อมโยงกับเรื่องเดิม

เปิดโถดโปรดเถิดดวงใจโปรดได้ฟังเพลงนี้ก่อน

ตำนานการลักไข่ ทริคจีบสาวของแม่

และการจิกกัดของเพื่อนตัวดีอย่างฟุเหยิน

ขอบคุณที่คนเขียนไม่ทิ้งตัวละครตัวไหนให้ตกหล่น

แม้ว่าการพูดถึงบางคนจะเจือไปด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด

เจ็บปวดแต่ยังรัก!

 

คล้ายมีบทสรุปให้ทุกความสัมพันธ์ในนั้น

ความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงชวนกระอักกระอ่วนกลายเป็นเรื่องน่ายินดี

แต่ไม่เคยมีใครล่วงรู้อนาคต

ความยินดีในวันนี้อาจจะไม่ใช่ความยินดีใน 10 ปีข้างหน้า

เช่นกัน… ความเสียใจในวันนี้ก็อาจทำให้หัวเราะได้ในวันหนึ่ง

 

บางบรรทัดทำให้หัวเราะเสียงดัง

และต้องปิดหนังสือเมื่ออ่านมาถึงบางวรรค

ปล่อยให้น้ำตาไหลข้างในเงียบๆ

แล้วอ่านต่อ

 

แม่น้ำวัลตาวา

คำบอกรักภาษาเยอรมัน

และหนังสือเล่มนี้ช่วยย้ำว่า ‘ความบังเอิญไม่มีในโลก’

รวมถึง… รักทุกรัก

‘ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ’

.

.

.

ไข่ย้อย ดากานดา : อภิชาติ เพชรลีลา

นวนิยาย (ภาค 2 ของ ‘กล่องไปรษณีย์สีแดง’)

สำนักพิมพ์นกดวงจันทร์

173 หน้า

190 บาท

ยอดมนุษย์ดาวเศร้า : องอาจ ชัยชาญชีพ

‘ยอดมนุษย์ดาวเศร้า’ ไม่ได้บอกให้เราซ่อมแซมตัวเอง

แต่คลี่เส้นด้ายเล็กๆ ที่พันกันยุ่งเหยิงออกมาให้ดูว่าแต่ละเส้น แต่ละสี มันผ่านอะไรมาบ้างถึงได้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนขนาดนั้น

 

17951855_1317886171636501_9219424718935273500_n(ภาพจาก FACEBOOK : Ong-Art Chaicharncheep – องอาจ ชัยชาญชีพ)

โมงยามที่เรากำลังดึงหนามออกจากแผลทีละชิ้นๆ หนังสือเล่มนี้ก็เฉลยให้เราฟังว่าหนามที่บางใครสลัดไปทิ่มตำคนอื่นนั้นก็คือหนามชิ้นใหญ่ในชีวิตเขาที่บรรจงเหลาให้เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อกระจายไปทิ่มตำคนอื่นให้ตัวเองเจ็บปวดน้อยลง

แล้วมันน้อยลงจริงๆ หรือ?

เรารู้แค่ว่าถ้าเราดึงหนามออกจากแผลของตัวเองได้ เราจะเจ็บปวดน้อยลง

อ่านจบ… อยากจะเรียกหนังสือเล่มนี้ว่า ‘คู่มือทำความเข้าใจมนุษย์’

เห็นตัวเองชัดขึ้น เห็นคนอื่นชัดขึ้น

คลื่นความถี่ของเราอาจจะไม่ใช่ 52 เฮิร์ต
แต่บางขณะ… ก็โดดเดี่ยวเหงาเศร้าไม่แพ้ปลาวาฬตัวนั้น

.
.
.

ยอดมนุษย์ดาวเศร้า : องอาจ ชัยชาญชีพ
สำนัก เป็ดเต่าควาย
381 หน้า
ราคาปก 250 บาท

นิทานชำรุด มนุษย์เป็นสัตว์ประหลาด : องอาจ ชัยชาญชีพ

นิทานชำรุดที่ฉุดความรู้สึกดาร์กๆ ในหัวใจให้ลุกมาเดาตอนจบก่อนจะพลิกหน้าถัดไปอยู่เรื่อยๆ

ถึงปกจะดูโหดไปหน่อย แต่จบเล่มได้หวานเจี๊ยบ

14718609_1137739519651168_5923371620542913408_n(ภาพจาก FACEBOOK : Ong-Art Chaicharncheep – องอาจ ชัยชาญชีพ)


‘เจ้าหญิงนอนนาน’ ชวนให้คิดถึงเรื่อง ‘พลทหารกับเจ้าหญิง’ ในหนังสือของ ‘ปราย พันแสง

‘ไก่ย่างกลับบ้าน’ ก็ล้อ ‘ปลาย่าง’ แบบที่อ่านแล้วเจ็บจุก ถ้าไก่ย่างรู้เฉลยล่วงหน้ายังจะอยากพาตัวเองให้กลับมาถึงบ้านไหม?

เรื่องที่ชอบที่สุดคือ ‘ความรักของโคลอี้’ หวานขมกำลังดี พยายามนึกถึงแววตาของโคลอี้ที่สบตาคนรักในวันที่เขากลับมา ความรักคงไม่ได้หายไปไหน แต่ไหลวนอยู่ในร่างและอาจถูกแปรรูปไปจนไม่เหลือสีชมพูในหัวใจของร่างผีๆ นั้นอีกแล้ว

‘เด็กหญิงผู้หลงรักกำแพง’ ง่ายงาม และหลงรักภาพประกอบตอนปิดเรื่องมาก

‘ราชาพัดลม’ เหมือนไม่ใช่นิทาน แต่เป็นการเอาเรื่องจริงมาพูดเล่น (แต่นิทานก็คือการเอาเรื่องจริงมาพูดเล่นนั่นแหละ)

ได้กลิ่น ‘การเมือง’ เข้มข้นจากเรื่องนี้

อำนาจและการแย่งชิงทรัพยากร อนุสาวรีย์ วีรบุรุษ และบุคคลในตำนานที่คนในเมืองเล่าต่อๆ กันมา

คนเกิดหลังอาจจะไม่ได้อินไปกับความยิ่งใหญ่นั้น แต่อนุสาวรีย์บอกเราได้เสมอว่าครั้งหนึ่งคนในเมืองเจออะไรและพวกเขาให้ความสำคัญกับสิ่งใดในยุคนั้นบ้าง

‘นักไวโอลินล่องหน’ ทำให้นึกถึงเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ

และรักการปลอบประโลมคนอ่านด้วยเรื่องสุดท้ายหลังจากกระหน่ำความดาร์กมาแล้วค่อนข้างเยอะ

อ่านจบ… กำลังนับนิ้วว่าตัวเอง ‘หลังหัก’ มาแล้วกี่ครั้ง บางทีควรจะทำสัญญากับบรรดาแม่มดบ้าง เพื่อที่ร่างกายจะได้ซ่อมแซมทุกส่วนที่สึกหรอได้ทันเวลา

.

.

.

นิทานชำรุด มนุษย์เป็นสัตว์ประหลาด : องอาจ ชัยชาญชีพ
เป็ดเต่าควายสตูดิโอ
จำนวน : 188 หน้า
ราคา : 165 บาท

เด็กชายผู้ถูกผีหลอกและเรื่องราวอันน่าสะพรึงอื่น : ธัชชัย ธัญญาวัลย

 

เหมือนอ่านนิทาน
เหมือนฟังเรื่องเล่า
เหมือนฟังครูสักคนพูดถึงเหล่าเด็กๆ ในสายตา

เป็นโรงเรียนที่มีแต่เด็กผู้ชาย
ผีที่คิดว่าจะเจอเยอะๆ ก็ไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็น
แต่แอบซ่อนและหวีดร้องอยู่บนบางหน้ากระดาษ
กว่าจะรู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อ
ผีในหน้านั้นก็หลอกให้หลอนไปแล้วหลายบรรทัด


12687833_10153828757240803_6548626740948957019_n

 

 

 

 

 

 

 

 

‘เด็กชายผู้ถูกผีหลอก และเรื่องราวอันน่าสะพรึงอื่น’
จึงคล้ายบันทึกประจำโรงเรียน
โรงเรียนที่บรรจุเด็กชายหลายคนหลายแบบไว้ในสนามหน้าเสาธง
เด็กชายที่มีความกลัว ความคะนึงถึง ตัดพ้อ ขี้เหงา และโหยหาบางอย่างอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว

.
.
.

เด็กชายผู้ถูกผีหลอกและเรื่องราวอันน่าสะพรึงอื่น : ธัชชัย ธัญญาวัลย
กวีนิพนธ์ 160 หน้า
สำนักพิมพ์ ArtyHouse
135 บาท

‘เราเป็นนักท่องเวลา’ Your name : Makoto Shinkai

14956579_10154550615925803_6886288818682412338_n

‘บางทีบางคราวเราต้องเข้าใจในเงื่อนไขของเวลา…’

ฮัมเพลงพี่บอยในหัวระหว่างเดินออกจากโรงหนังมาที่จอดรถ

‘มูซูบิคือเงื่อนปม นั่นแหละเวลา’ แล้วหนังก็ล้อเรื่องเวลา เชือก และการถักคลายมาตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ

หลายฉากใน Your name ทำให้นึกถึง Summer Wars ซึ่งเป็น 2D Animation สัญชาติญี่ปุ่นที่มีเด็กมัธยมปลายเป็นตัวเอกและใช้เขตต่างจังหวัดของญี่ปุ่นเป็นฉากส่วนใหญ่ของเรื่องเช่นเดียวกัน

จังหวะไคลแม็กซ์ก็คล้ายๆ กัน เพียงแต่ Your name มี ‘ความรัก’ แบบหนุ่มสาวที่ชัดเจนกว่า โฟกัสความสัมพันธ์ของคนแปลกหน้าที่คุ้นเคยจนคล้ายว่าจะได้กลิ่น Il Mare มาจางๆ

ภาพสวย เพลงเพราะ ชอบจังหวะการตัดต่อ ขมวดและคลี่ปม แต่ยังบีบหัวใจไม่มากพอจะทำให้น้ำตาไหล แน่ล่ะ… เราต่างผ่านเรื่องราวปลีกย่อยมาแตกต่างกัน บางใครที่ร้องไห้น้ำตาไหลกับเรื่องนี้อาจจะไม่รู้สึกอะไรกับหนังอีกเรื่องที่เราปาดน้ำตาแล้วปาดน้ำตาอีกก็ได้

your-name3


‘เราเป็นนักท่องเวลา’ บางวรรคในเพลงประกอบชวนนึกถึงไทม์แมชชีน

ว่ากันตามตรง ตอนนี้เราต่างก็ท่องเที่ยวอยู่ในห้วงเวลา ผลุบโผล่ไปในความทรงจำบางช่วงขณะหายใจอยู่กับปัจจุบัน และตัดฉากไปร้องขอคำเฉลยของอนาคตข้างหน้าอยู่บ่อยครั้ง

ไม่ค่อยแน่ใจว่าเงื่อนไขของการจำและลืมขึ้นอยู่กับอะไรกันแน่…

“ขอบคุณที่เคยมีช่วงเวลาดีๆ ในชีวิตร่วมกัน”

. . .

Movie : Your name
Director : Makoto Shinkai

นิทานของบีเดิลยอดกวี : เรื่องเล่าปรำปราในดินแดนเวทมนตร์

ในโลกของ ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ นอกจากคำว่ามักเกิ้ล แอนิเมจัส ผู้เสพความตาย เพนซีฟ ควิทดิช สควิบ เอลฟ์ ภาษารูน อินเฟอไร น้ำตานกฟีนิกซ์ ชื่อต้นไม้ประหลาดๆ และประโยคร่ายคาถาแปลกหูที่คนอ่านหรือดูหนังเท่านั้นจะเข้าความหมาย ‘เจ.เค.โรว์ลิ่ง’ ยังแทรกเรื่องเล่าย่อยๆ ไว้ระหว่างเส้นเรื่องหลักมากมายจนเรียกได้ว่าเธอสร้าง ‘อาณาจักรเวทมนตร์ของแฮร์รี่ พอตเตอร์’ ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

และทุกอย่างในอาณาจักรนั้นก็เชื่อมโยงถึงกันอย่างแนบเนียน ถึงขั้นต้องมีหนังสืออีกหลายเล่มตามมาเพื่อขยายความและปลดเปลื้องความสงสัยใคร่รู้ของแฟนพันธุ์แท้แฮร์รี่ พอตเตอร์ ให้สมใจ เช่น หนังสือสัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ และ ‘นิทานของบีเดิลยอดกวี’ เล่มนี้

‘นิทานของบีเดิลยอดกวี’
ถูกสมมติให้แปลโดยเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ แม่มดเชื้อสายมักเกิ้ลจากบ้านกริฟฟินดอร์ที่เรียนเก่งที่สุดในรุ่น และสมนาคุณผู้อ่านด้วยบันทึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิทานแต่ละเรื่องจาก ศ.อัลบัส ดัมเบิลดอร์ พร้อมเชิงอรรถเพิ่มเติมจาก เจ.เค.โรว์ลิ่ง ผู้เขียน
นิทานของบีเดิลยอดกวีก็คล้ายๆ กับนิทานอีสปของผู้ไม่มีเวทมนตร์ ที่สอดแทรกข้อคิด สอนเรื่องคุณธรรม และบางอย่างก็กลายเป็นตำนานที่มีแต่พ่อมมดแม่มดกล่าวอ้างว่าได้ครอบครองสิ่งที่ ‘บีเดิล’ พูดถึงในนิทาน


นิทาน 5 เรื่องของบีเดิลที่คัดมาพิมพ์ในเล่มนี้ เล่าเรื่องผู้วิเศษ เวทมนตร์ และให้น้ำหนักกับการล่าพ่อมดแม่มดเป็นสำคั

เหมือนว่าการอยู่ร่วมกับมักเกิ้ล (คนธรรมดาผู้ไม่มีเวทมนตร์) เคยเป็นปัญหาใหญ่ในประวัติศาสตร์เวทมนตร์ มีการล่าพ่อมดแม่มดและใช้เวทมนตร์กลั่นแกล้งทำร้ายมักเกิ้ล จนต้องสร้างเรื่องเล่ามากล่อมเกลาจิตใจเพื่อสร้างทัศนคติใหม่ในการอยู่ร่วมกัน

[คุ้นๆ เหมือนเหตุการณ์จริงในโลกของเราไหม ?]


1.


เรื่องพ่อมดกับหม้อกระโดดได้ 
พยายามสอนให้ผู้วิเศษมีเมตตาและช่วยเหลือเพื่อนบ้านมักเกิ้ล แต่ตอนจบของเรื่องกลับตีความได้ว่าการที่พ่อมดหนุ่มช่วยผู้อื่นนั้น ไม่ได้เกิดมาจากความเมตตาภายในจิตใจเลย เขาช่วยเพราะต้องการทำให้ตัวเองรอดพ้นจากความรำคาญต่างๆ นานาเท่านั้น คล้ายกับว่าถ้าไม่ช่วยผู้คน เขาก็ต้องแบกรับความทุกข์ทั้งหมดนั้นไว้เอง
นึกถึงนิทานในโลกความจริง เรื่องที่พ่อเขียนพินัยกรรมบอกลูกชายผู้ขี้เกียจว่าใต้พื้นดินว่างเปล่าในสวนหลังบ้านนั้นมีสมบัติ ด้วยความโลภอยากรวยทางลัด ลูกชายจึงขุดดินทุกตารางนิ้วเพื่อจะพบว่าไม่มีอะไรอยู่เลย ต่อมาก็มีเหตุจูงใจให้เริ่มเพาะปลูกพืชผล เพราะดินทั้งหมดได้ไถพรวนเหมาะแก่การเพาะปลูกแล้ว


ความเหมือนของนิทาน 2 เรื่องนี้ คือ สิ่งที่บรรดาลูกชายทำนั้นไม่ได้ตั้งต้นอยู่บนความตั้งใจอันดี ทั้งหมดกระทำลงไปเพื่อตัวเองเท่านั้น [เรียกแรงๆ ว่า ความเห็นแก่ตัว] แต่มันเป็นการทำเพื่อตัวเองที่ส่งผลดีตามมา 

ในนิทานของบีเดิล เวทมนตร์ของพ่อมดหนุ่มช่วยคลายทุกข์ให้ชาวบ้านและขจัดความรำคาญบางอย่างออกจากชีวิตตัวเอง ส่วนในนิทานฝั่งโลกแห่งความเป็นจริง ชายหนุ่มขี้เกียจได้ลงทุนลงแรงสำหรับการเพาะปลูกไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว และนิทานก็ไม่ได้เฉลยว่าหลังการเพาะปลูกคราวนั้นเสร็จสิ้นสุด เขายังยึดอาชีพเพาะปลูกต่อไปอีกหรือไม่


2. 

เรื่องน้ำพุแห่งโชคดีทีเดียว เป็นกุศโลบายแห่งการเดินทางคล้ายการแสวงโชคครั้งใหญ่ประจำปี ตามตำนานระบุว่าในหนึ่งปีจะมีผู้โชคดีได้พรจากน้ำพุคนเดียวเท่านั้น คน 4 คนที่ถูกเลือกให้เดินทางไปพร้อมกันจึงต้องวัดใจว่าใครจะเป็นผู้เสียสละ

นึกถึงการเดินทางยาวไกลในหนังหลายเรื่อง ที่สุดท้ายเรื่องสำคัญไม่ได้อยู่ตรงปลายทาง แต่มันคือระหว่างทางที่ว่าพบเจอปละผ่านเรื่องราวปลีกย่อยแต่สำคัญนั้นมาได้อย่างไร


3.

เรื่องหัวใจขึ้นขนของผู้วิเศษ ความรักเป็นพิษไม่เป็นแม้แต่โลกของผู้วิเศษ ไม่รู้ว่า เจ.เค.โรว์ลิ่ง เคยอ่าน ‘ทศกัณฑ์’ ไหม แต่การถอดหัวใจไปเก็บไว้ในกล่องของพ่อมดหนุ่มนั้นช่างเหมือนการถอดหัวใจของทศกัณฑ์เหลือเกิน ต่างกันแต่ว่าทศกัณฑ์ซ่อนหัวใจไว้จากความตาย แต่เขาซ่อนหัวใจไว้จากความรู้สึกรัก เมื่อถึงเวลาที่ต้องการรักจริงๆ หัวใจดวงนั้นก็ไม่รู้จักความรักเสียแล้ว
เรื่องไม่ได้จบสวยๆ แต่แฝง ‘ความดาร์ก’ สไตล์ เจ.เค.โรว์ลิ่ง ไว้อย่างไม่น่าแปลกใจ ประกอบกับความเห็นของ ศ.ดัมเบิลดอร์ ก็ตีความได้อย่างตรงไปตรงมา


“หนุ่มน้อยบ้าระห่ำผู้นี้ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นอมนุษย์ หัวใจที่เขาเอาไปกักขังนั้นหดเหี่ยวลดอย่างช้าๆ และงอกขนออกมา เป็นสัญลักษณ์ของการตกต่ำลงสู่ความเป็นสัตว์ ท้ายที่สุดเขาก็ลดตัวลงเป็นสัตว์ดุร้าย ใช้กำลังแย่งทุกอย่างที่ต้องการมา เขาตายขณะพยายามอย่างไร้ผลที่จะเอาสิ่งหนึ่งกลับคืนมา สิ่งที่บัดนี้ได้จากไปไกลเกินเอื้อม นั่นก็คือหัวใจมนุษย์”

และว่ากันว่าเป็นนิทานเรื่องเดียวในประวัติศาสตร์เวทมนตร์ที่ไม่มีการแก้ไขให้ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม


4.

แบ็บบิตตี้ แร็บบิตตี้ กับตอไม้หัวเราะได้ เรื่องเล่า ‘สมานฉันท์’ ระหว่างพ่อมดแม่มดและมักเกิ้ล ย้อนแย้งได้เจ็บแสบตามแบบฉบับ เจ.เค.โรว์ลิ่ง ว่า ในขณะที่พระราชาของเมืองตั้งกองพลล่าพ่อมดแม่มดขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ ก็ประกาศรับสมัครพ่อมดแม่มดมาเป็นครูสอนเวทมนตร์แก่ตนเช่นกัน!!
แล้วใครที่ไหนจะไปสมัคร นอกจากคนเจ้าเล่ห์ที่ไม่มีเวทมนตร์ติดตัว อย่างไรก็ตามตัวร้ายของเรื่องมักกระตุ้นให้ปมคลี่คลายเสมอ ต้องขอบคุณการมีอยู่ของตัวร้ายไว้เพื่อการณ์เฉพาะนี้


เรื่องคลี่คลายด้วยการแสดงเวทมนตร์ให้พระราชากลัวตัวสั่น คล้ายการบังคับให้ต้องทำตามที่ ศ.ดัมเบิลดอร์ ถึงขั้นเปรียบเทียบกับคาถากรีดแทง เพียงแต่พระราชาไม่ได้โดนคำสาป มันแค่คำขู่ที่ทำให้คนมีเวทมนตร์และไม่มีเวทมนตร์อยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทำร้ายกัน


5.

เรื่องนิทานสามพี่น้อง เจ.เค.โรว์ลิ่ง อาจได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องลูกหมูสามตัว เป็นนิทานสำคัญที่ช่วยไขปริศนาฮอร์ครักซ์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มที่ 7 ตอนเครื่องรางยมทูต
พี่น้อง 3 คน ขอสิ่งวิเศษจากยมทูตซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความตาย คล้ายการหลีกหนีจุดจบของชีวิตชั่วคราวเพื่อทำภารกิจอะไรสักอย่างให้ลุล่วง
เจ.เค.โรว์ลิ่ง ยกกิเลสในใจของตัวละครทั้งสามมาเล่าผูกโยงกับของวิเศษในโลกเวทมนตร์ มีทั้งไม้กายสิทธิ์ที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ หินที่นำคนตายกลับมาได้ (ซึ่งแม้แต่ในโลกของเวทมนตร์ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีใครหรืออะไรที่ทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาได้) และผ้าคลุมล่องหน

ผ้าคลุมล่องหนนั้นมีจริง และแฮร์รี่เองก็ได้ใช้มันหลายครั้ง แต่ ‘ไม้ยมทูต’ หรือไม้กายสิทธิ์ที่ไม่มีวันพ่ายแพ้นั้น มีแต่คนกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าของ ยังไม่เคยพเสูจน์ได้ว่ามีจริง

กระนั้น… ศ.ดัมเบิลดอร์ ก็ตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่กล่าวอ้างว่าครอบครอง ‘ไม้ยมทูต’ นั้นมีแต่ ‘ผู้วิเศษเพศชาย’ และทิ้งท้ายให้คนอ่านไปคิดเอาเองว่าทำไม!?


‘นิทานของบีเดิลยอดกวี’
ของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง ช่วยตอกย้ำความเชื่ออย่างหนึ่งได้ว่าเรื่องเล่ามีอิทธิพลต่อจิตใจมนุษย์ แม้กระทั่งมนุษย์ในโลกสมมติแห่งอาณาจักรเวทมนตร์ของเธอ
มีเรื่องเล่าบางเรื่องที่เราอยากฟังซ้ำๆ ไม่รู้เบื่อ และเรื่องเล่าบางเรื่องที่เราส่ายหน้าให้

และทั้งหมดของเรื่องเล่า… ไม่ว่าในโลกใบไหน ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อต้องการให้เราขบคิดและตีความเสมอ

.

.

.
ผ่านครึ่งปีมาอย่างน่าตกใจว่านี่คือหนังสือเล่มที่ 3 ที่อ่านจบ!!!

(เล่มที่ 2 ยังไม่รีวิว และเล่มที่อ่านค้างไว้ครึ่งเล่มไม่นับ – ตามระเบียบ)

BOOK 03/2016
นิทานของบีเดิลยอดกวี 

เจ.เค.โรว์ลิ่ง : เขียน

สุมาลี : แปล

สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, พิมพ์ครั้งแรก 2551

128 หน้า

195 บาท