ฉลาดเกมส์โกง : คนขี้ลืมมักจะไม่โกหก และคนโง่มักจะไม่ค่อยโกง

‘คนขี้ลืมมักจะไม่โกหก และคนโง่มักจะไม่ค่อยโกง’

พูดอย่างนี้ก็ไม่ค่อยถูก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสามารถบางอย่างมันเอื้อให้เกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในแง่ของศีลธรรม เหมือนนักเล่นแร่แปรธาตุที่รู้ดีว่าต้องหยิบอะไรมาผสมกับอะไรจึงจะเกิดผลึกใหม่ที่มีสีสวยงาม ในขณะที่คนธรรมดาไม่ค่อยกล้าผสมสารอะไรมั่วๆ เพราะกลัวมันจะระเบิด

‘ฉลาดเกมส์โกง’ ก็เป็นแบบนั้น

18671298_10155153123040803_5400437677978882351_n

จะโทษ ‘ลิน’ คนเดียวก็ไม่ได้ ในเมื่อปมตั้งต้นในฉากแรกๆ ของหนังชี้ให้เห็นว่า ‘ครู’ บางคนก็โกงเหมือนกัน แต่วิธีการโกงของครูถูกทำให้แนบเนียนภายใต้กติกาที่ครูกำหนดขึ้นมาเอง

ทำไมจะไม่เคยเจอ… ครูที่เปิดสอนพิเศษและแจกชีทที่ตรงกับข้อสอบสุดๆ

นั่นแค่ระดับห้องเรียน แล้วระดับโรงเรียนล่ะ?

ค่าน้ำร้อนน้ำชาที่ต้องจ่ายให้แก่ ผอ. ไม่ใช่ ‘การโกง’ อย่างหนึ่งหรือ ?

ไปๆ มาๆ หนังเรื่องนี้ก็เล่าเรื่องกลโกงของคนที่มากกว่า ‘การโกงข้อสอบของเด็กนักเรียน’

.
.
.

ลินบอกว่า… ลินไม่ได้โกง เพราะการโกงต้องมีคนเสียผลประโยชน์ แต่การที่ลินให้เพื่อนลอกข้อสอบมีแต่ได้กับได้ เพื่อนได้คะแนน และลินได้เงิน

ลินไม่ได้มองว่านั่นคือการ ‘โกงความรู้’

พนักงานตรวจสอบบัญชีคนหนึ่งเคยพูดให้ฟังว่า ‘คนที่เคยทำผิด มีแนวโน้มว่าจะทำผิดซ้ำอีก’ สอดคล้องกับความเห็นของคุณครูที่นั่งดูหนังเรื่องนี้ข้างกัน เธอหันมากระซิบว่า ‘ถูกจับได้ครั้งแรก ไม่ได้แปลว่าทำผิดครั้งแรก’

ช่างฟังดูน่ากลัว… เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ข้อสอบ

.
.
.

หนังทำให้เห็นว่าคนที่ทุจริตเล็กๆ มักจะทุจริตใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ
ใช่นั่นแหละ… เมื่อใครสักคนเริ่มโกหก เขาจะต้องโกหกต่อไปอีกเรื่อยๆ เพื่อให้เรื่องลวงโลกของเขาสมจริงที่สุด

อาจจะรุนแรงไปถ้าจะพูดว่าลินโลภ
ลินแค่ทะเยอทะยาน มีความฉลาดเป็นที่ตั้ง และความฉลาดของลินนั่นเองที่เอื้อให้เกิดเรื่องโกงๆ เหล่านี้

ส่วนคนอื่นๆ ก็มีเงินเป็นตัวตั้ง มีกำลังจ่ายจึงยินดีจ่าย ดีมานด์เท่ากับซัพพลายจึงกลายเป็นการโกงอย่างมีระบบ

คอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศนี้ การลอกข้อสอบก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงการศึกษา และหนังก็ทำให้เห็นอีกว่าเงินซื้ออะไรได้บ้าง

.
.
.

ในขณะที่พ่อของลินเป็นตัวแทนของความดี ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องโกงๆ และซ้ำร้ายพ่อไม่ได้รู้สึกเจ็บร้อนว่าตัวเองถูกโกง กลับยืดอกรับมันด้วยประโยคที่ว่า ‘พ่อเต็มใจจ่าย’

การคดโกงจะดูสะอาดสะอ้านขึ้นเมื่อมีความเต็มใจจากผู้เสียผลประโยชน์ อย่างนั้นใช่ไหม?

พ่อถูกวางบทบาทให้เป็นครูท่ามกลางความหมิ่นเหม่ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพของครูคนอื่นๆ ในเรื่อง

คนเป็นครูควรจะเป็นให้ได้แค่ไหน?
คนบางคนเป็นครูทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่ทำตามชื่ออาชีพด้วยการสอนในห้องเรียน

‘ครูควรจะเป็นแบบอย่างด้านอื่นๆ ของชีวิตด้วย’ ตามที่ตัวละครซึ่งสวมบทครูอีกคนในเรื่องพูดไว้หรือเปล่า

หรือเรื่องส่วนตัวก็ส่วนหนึ่ง เรื่องอาชีพก็ส่วนหนึ่ง ไม่เอามาปะปนกัน?

แต่การโกงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ศีลธรรมจรรยาก็เป็นเรื่องของระบบคิดและทัศนคติต่อชีวิต
Mindset ที่ดีจำเป็นสำหรับทุกอาชีพ
แต่สำหรับอาชีพครูค่อนข้างจะหนักหน่อย เพราะครูถูกวางให้เป็นอาชีพสร้างคน

ครูที่มี Mindset ไม่ดี จะถ่ายทอดอะไรไปสู่ผู้เรียนบ้าง?

ความน่าหดหู่ปรากฏขึ้นซ้ำอีกเมื่อนึกว่ามีเด็กจำนวนกี่คนที่ผ่านเบ้าหลอมของครูแบบนั้นออกไปสู่สังคม

.
.
.

มันเทาๆ ทึมๆ ทั้งเรื่องนั่นแหละ

หนังดูน่าอึดอัดในช่วงแรก โดยเฉพาะการตัดเข้าฉากเล่าเรื่องที่เหมือนสอบปากคำ แต่พอดูไปจนถึงท้ายเรื่องก็พบเฉลย ในฐานะคนดูรู้สึกว่าถูกหลอกเบาๆ แต่ชอบวิธีคิดและการหยิบฉากสอบปากคำมาแทรกไว้ (อย่างน่าอึดอัด) เช่นนี้

.
.
.

สิ่งที่ชอบอีกอย่างก็คือ หนังเชื่อในพลังของการเปลี่ยนแปลง

ชอบฉากที่ภาพของแบงค์ซ้อนทับกับภาพพ่อของลิน แล้วประตูแห่งความจริงก็เปิดออก

มากกว่าการโกงข้อสอบก็คือ… พวกเขาเหล่านั้นกำลัง ‘โกงชีวิต’

.
.
.

ชื่อภาพยนตร์ : #ฉลาดเกมส์โกง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s