Backpacking : ปีนัง มะละกา และเงิน 500 ริงกิต

1531623_10152872766215803_7994180047053800212_n

 

ออกจากบ้านด้วยภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ
และเงิน 500 ริงกิตในกระเป๋า
2 วันในปีนัง 4 วันในมะละกา
เหมือนซินเดอเรลล่านับเวลาถอยหลังรอเที่ยงคืน
ยิ่งเข้าใกล้เส้นแบ่งแดน
แสงจากโลกแห่งความจริงยิ่งส่องจ้าจนต้องหรี่ตา


I can feel home
กลิ่นของ ‘บ้าน’ ชัดขึ้นพร้อมแดดเช้าวันพุธ
ดีเอ็นเอในทุกอณูเซลล์ระริกระรี้เต้นรำ
สัญชาติญาณนักเดินทางดึงดูดเรามา
และสัญชาติญาณบอกให้เรากลับไปเพื่อจะกลับมาใหม่


7 ชั่วโมงใน Melaka Sentral
7 ชั่วโมงบนเก้าอี้รถทัวร์ขนาด 27 ที่นั่ง
5 ชั่วโมงหน้าร้าน WARONG PAK SAMAD ท่ารถเมืองบัตเตอร์เวิร์ธ
5 ชั่วโมงบนรถตู้ที่พยายามลัดเลาะข้ามพรมแดนไทย-มาเลเซีย
สิ่งที่เราทำได้ดีคือการรอคอยอย่างมีความสุข


เงินริงกิตบางส่วนยังถูกเก็บไว้ในกระเป๋า
มันจะนำเรากลับไปอีก


10 ธันวาคม, ด่านสะเดา 2557

ข้ามเส้นแบ่งเวลามาเปลี่ยนที่หายใจ : ปีนัง 2557

10850024_10152861732345803_2222201893310667722_n

ข้ามเส้นแบ่งเวลามาเปลี่ยนที่หายใจ
ตึกหน้าตาเหมือนภูเก็ต
อากาศเหมือนประเทศไทย

ร้านขายโปสการ์ดบอกว่า…
Life is a Journey, not a Destination

ธันวาคม, เกาะปีนัง มาเลเซีย 2557

นักเสี่ยงโชค : มาเลเซีย 2557

10250275_10152908721410803_3437846628859380658_n

บางทีฉันก็เรียกตัวเองว่า ‘นักเสี่ยงโชค’
รู้แค่ชื่อสถานีปลายทางก็ดั้นด้นไป
โดยไม่สนใจว่าจะต้องเดินไกลเท่าไหร่ ขึ้นบันไดกี่ขั้น

มีที่ที่จะไป ที่ที่อยากไป
แล้วความทะเยอทะยานอันแรงกล้าก็พาอ้อมโลกไปไกล
ก่อนวกกลับมาเฉลยว่า…
ที่สะสมไมล์มาทั้งหมดนั้นเพื่อให้ขาแข็งแรงจนเดินมาถึงตรงนี้

.
.
.

วันแรกในปีนัง
เหงื่อชุ่มหลังกลางแดดเที่ยง
ใครคนหนึ่งยืนยันว่ายังไม่ต้องพึ่งรถรับจ้าง
ตระเวนหาถนนเลิฟเลนผ่านสัญชาติญาณ
สบตากันด้วยความเชื่อใจแล้วเดินต่อ

“เหนื่อยมั้ย” คนแข็งแรงกว่าหันมาถาม

ฉันยิ้ม “นิดหน่อย แต่ยังไหว… ขอบคุณสกิลเขาช้างเผือก”

เดินบนทางเรียบ
จะไปสู้อะไรกับการไต่ปีนเขาช้างเผือกซึ่งสูงชันได้

คนถามยิ้ม ซับเหงื่อตรงไรผมแล้วพากันเดินต่อ

.
.
.

ชั่วโมงแรกในมะละกาฟ้ามืดสนิท
เสียงนักท่องเที่ยวจอแจออกมาตามตรอกซอกซอย
เราเดินหาที่พักแข่งกับเสียงโครกครากในท้อง
และเป็นการค้นหาผ่านสัญชาติญาณเช่นเดิม

หลังจากหลงทางพอเป็นพิธี
เราเจอที่พักในซอยแรกที่เดินผ่านเลยไป

ได้กลิ่นเชียงคานจากมะละกา

.
.
.

ธันวาคม, มะละกา มาเลเซีย 2557

Backpacking ปีนังไม่มีแผนที่ : มาเลเซีย 2557

10846309_10152878866195803_6820457636762132484_n

ปีนังไม่มีแผนที่
นักเดินทางเหงื่อชุ่ม
หัวใจเป็นอิสระ
กดปุ่ม Pause ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง

ข้ามเส้นแบ่งเขตเมือง
นาฬิกาเดินเร็วไป 1 ชั่วโมง
หายใจช้าลง
กางปีกและเลือกกิ่งไม้ที่ชอบ

.
.
.

“จะไปไหนบ้าง” แม่ถามถึงแผนการเดินทาง

“ไปผจญภัย ตังค์หมดเมื่อไหร่ก็กลับ” ลูกสาวตอบ

ไม่ได้กวน แต่มันคือการเดินทางแบบไม่มีแผน

.
.
.

ปีนังเหมาะกับการเดินเที่ยวกลางวัน
เมืองที่คึกคักสู้แดด
และมีโปสการ์ดเป็นสินค้า OTOP

ศิลปะบนผนังซุกซ่อนอยู่ในหลืบซอย
ข้าวของแพง ที่พักแพง
ใครสักคนแอบเขียนเติมลงไปในสมุดบันทึกว่า ‘คนรักราคาถูก’
ช่างหยามหยันหัวใจสิ้นดี!

หลับตาเห็นภาพสาวอินเดียสวมมินิสเกิร์ตยืนพิงรถเก๋งรุ่นเก่า
มือขวาคีบบุหรี่อัดเข้าปอดแล้วพ่นควันออกมาเป็นสาย
บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยวดาร์ก
‘เหมือนในหนัง’
เราเห็นฉากนี้ตอนที่เดินจาก Love Lane ลัดเลาะถนน Muntri ไปกินข้าวมื้อค่ำ

.
.
.

พรุ่งนี้ไปไหนดี?

ไม่รู้…

รู้แต่ว่าต้องเปลี่ยนที่พักให้ราคาถูกลงเพื่อจะเที่ยวให้ได้นานขึ้น

.
.
.

ธันวาคม, ปีนัง 2557

หาดใหญ่ไม่มีทะเล

10004023_10152516308060803_8041316340378120291_n

หาดใหญ่ไม่มีทะเล

ทะเลที่ใกล้ที่สุดอยู่บนเขาคอหงส์
บางคนขึ้นไปดูดวงอาทิตย์ตก
บางคนขึ้นไปหายใจ
และบางคนขึ้นไปดูทะเล

บางคนขึ้นไปไม่ทันดวงอาทิตย์
แสงแรกและแสงสุดท้ายของวันไม่เคยรอใคร
ได้ไฟวิบวับบนถนนเป็นของปลอบใจก็ถือว่าขึ้นไปไม่เสียเที่ยว

ไต่โค้งชันๆ ให้พอหายคิดถึงดอยปุย
นั่งหายใจเงียบๆ ให้รู้ว่าเมืองนี้ยังมีต้นไม้
หันหน้าหาแสงสุดท้าย ขวามือคือทะเล
ไม่ได้ยินเสียงคลื่น
มีแต่เสียงหัวใจเต้นชัดอยู่ในอก

.

.

.

ภาพ : เขาคอหงส์, หาดใหญ่ 2556

คำ : มิถุนายน 2557

ทูตริมท่า : สงขลา 2558

12032063_10153611695135803_5674586163716911726_n

เขาพูดจาภาษาพื้นเมืองของตัวเอง ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่นั่งล้อมวงกันสิบชีวิต เป็นเขาคนเดียวที่ส่งเสียงมาทักทายคนแปลกหน้า

วันหยุดของลูกเรือประมงตรงกับวันหยุดของมนุษย์เงินเดือนพอดี วันนี้ที่ท่าเรือจึงครึกครื้นไปด้วยคนมากหน้าหลายตา

เขานั่งอยู่ตรงนั้นตะโกนเสียงดังมาถามอะไรสักอย่างซ้ำอีกครั้ง เราได้แต่ยิ้มตอบและโบกไม้โบกมือเป็นภาษาใบ้ที่ตั้งใจให้แปลว่า ‘ฟังไม่รู้เรื่อง’ ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจ

“เล่นเฟสบุ๊คเหรอ” เขาเปลี่ยนภาษาที่ใช้สื่อสาร แม้สำเนียงจะมีน้ำเสียงสัญชาติอื่นเจือปนก็ถือว่าฟังออก

‘ลูกเรือประมง – ต่างชาติ – เฟสบุ๊ค’ ดูเหมือนไม่น่าจะเชื่อมโยงกันได้

แม้ไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้เขาตั้งคำถามแบบนั้น เราซึ่งกำลังเดินดูเรือริมท่าก็ยิ้มตอบ

“มาถ่ายรูปค่ะ”

วงเหล้าหรือวงข้าวก็ไม่แน่ใจ สมาชิกคนอื่นๆ เริ่มหันมามอง วิญญาณในร่างผู้เป็นมิตรกับคนทั้งโลกก็สั่งการให้ยิ้มตอบ ตั้งสถานะให้ตัวเองเป็นนักท่องเที่ยว เที่ยวในดินแดนของตัวเองที่มีคนอื่นเป็นเจ้าถิ่น การผูกมิตรกับเจ้าถิ่นเป็นเรื่องดี

‘เราน่าจะเป็นเพื่อนกันได้’ สัญชาติญาณในร่างบอก ต่อด้วยประโยคที่ว่า ‘เขาน่าจะมีเรื่องเล่ามากมายเล่าให้เราฟัง’ ประโยคหลังนี่สัญชาติญาณแห่งอาชีพบอก

“ถ่ายรูปผมด้วย” เสียงเขาพูดขึ้นระหว่างที่เรากดชัตเตอร์ถ่ายรูปเรือประมงสีพาสเทลฟ้าขาวน่ารัก สิ้นเสียงเขาพูดวงเหล้าหรือวงข้าววงนั้นก็สลายตัว

เขายิ้มกว้างและแก้เขินด้วยการลากเพื่อนอีกคนมายืนด้วย

แตะชัตเตอร์ ยิ้มขอบคุณ และรู้สึกเหมือนว่าเราต่างกำลังสวมบททูตวัฒนธรรม

.
.
.

โรงสีแดงหับโห้หิ้น 23 ตุลาคม, สงขลา 2558

สีชมพู รถถัง และปีนังนอกตู้กระจก : มาเลเซีย 2557

ปีนังมีรถถังสีชมพู…

เราซุกแผนที่ไว้ในกระเป๋าและเริ่มเดินลัดเลาะถนนใหญ่เข้าตรอกซอกซอยต่างๆ ตามสัญชาติญาณ

‘แค่อยากเปลี่ยนที่หายใจ’ การหลงทางจึงกลายเป็นเรื่องสนุก ภาพวาดสตรีทอาร์ตอันโด่งดังของเมืองกลายเป็นแค่ผลพลอยได้ไม่ใช่จุดประสงค์หลัก เจอก็ดี ไม่เจอก็ไม่ร้อนใจ เราเดินฝ่าแดดบ่ายกันไปเรื่อยๆ ไม่สนใจเข็มสั้นเข็มยาวบนหน้าปัดนาฬิกา

ปีนังมีรถถังสีชมพู

จากถนนเลิฟเลนมุ่งหน้ามายังสุเหร่า Capital Keling หน้าสุเหร่ามีร้านขายข้าว แต่เราไม่ได้กินข้าวเที่ยงที่นั่น ด้วยข้อสรุปที่ตรงกันว่า ‘ร้านข้าวหน้าสถานีขนส่งหรือสถานีรถไฟมักจะไม่อร่อย ร้านข้าวหน้าสุเหร่าก็เช่นกัน’ วันนั้นเราเหมารวมใช้เหตุผลนี้เพื่ออุดหนุนร้านอื่น

ผ่านหน้าสุเหร่า Capital Keling ไปไม่ไกล เราหยุดพักใต้ร่มไม้ใหญ่ พลิกหนังสือในมืออ่านได้ 3 บรรทัดก็เปลี่ยนใจหยิบสมุดเดินทางมาเขียนอะไรขยุกขยิก คนวาดรูปเป็นดึงสมุดไปวาดรูป คนชอบถ่ายรูปเดินไปริมถนนหันหน้ากล้องเล็งกรอบหน้าต่างปูนปั้นสวยๆ

‘เมืองถูกจัดวางไว้ในตู้กระจก’ ใครคนหนึ่งพูดขึ้นอธิบายปรากฏการณ์แหล่งท่องเที่ยวซึ่งยิ้มแย้มอ้าแขนรอกอดทุกคนที่จ่ายเงินข้ามฟากมาเหยียบแผ่นดิน

ลมโกรกมาเบาๆ ไล่ไอร้อนจากแสงแดด ยิ่งใกล้ย่านลิตเติ้ลอินเดีย ยิ่งเห็น ‘คนลำบาก’ เดินบนถนนเยอะขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายตรงรี่เข้ามาหาและแบมือขวาขึ้น มันเป็นสัญลักษณ์สากลแห่งการขอความช่วยเหลือในรูปแบบเงิน เมืองอาจไม่ได้จัดสิ่งเหล่านี้ไว้ทำหน้าที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของเมือง เป็นเสน่ห์ของการไม่ปฏิเสธความจริง ซึ่งทำให้ไม่รู้สึกว่าเมืองถูกปั้นแต่งจนเกินจริง

เพลงอินเดียจังหวะสนุกๆ ดังขึ้นตลอดแนวถนน ภาพร้านขายดอกไม้สด พวงมาลัยสำหรับบูชาเทพเจ้า กลิ่นธูปหอม ส่าหรี เครื่องเงิน ร้านขายหนังสือเก่า เหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในฉากหนึ่งของหนังอินเดียที่เคยเห็นในทีวี คนเดินมาด้วยกันเริ่มขยับตัวเต้น คนที่เหลือกลั้นหัวเราะ เพลงอินเดียสนุกและร่ายมนต์ชวนคนฟังยักย้ายส่ายเอวยิ่งนัก!

ไม่รู้เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา เราเดินเรื่อยเปื่อยจนทะลุออกนอก ‘ย่านแนะนำ’ ของเมือง รู้ตัวอีกทีเมื่อเดินผ่านโกดังเก็บของล้อมรั้วสังกะสีผุๆ ร้านรับซื้อขยะ ร้านซ่อมรถสไตล์บ้านๆ และพื้นที่ส่วนบุคคลรกร้าง

มองความจริงนอกตู้กระจก เมืองยังมีชีวิต สิ่งที่ไม่ได้จงใจโชว์เหล่านี้ยืนยันว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองจริงๆ ไม่ใช่แค่ตุ๊กตาประกอบฉาก

ไม่ใช่ภาพที่ควรกดชัตเตอร์ และคงไม่ถูกบรรจุไว้ในไกด์บุ๊คเล่นไหน แต่เรากลับใจชื้นที่เห็นบรรยากาศเหล่านี้ เหมือนเห็นความลับอีกด้านของเมืองที่คู่ขนานไปกับภาพสตรีทอาร์ตชิคๆ และร้านกาแฟคูลๆ

บนถนนเส้นนั้นเองที่เราพบรถถัง และนึกถึง ‘รถถัง’ ในบ้านเกิดเมืองนอนขึ้นมาดื้อๆ

รถถังสีชมพูติดป้ายเขียนคำอธิบายเชิญชวนถ่ายรูปและบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสุนัขและแมว

สีชมพูได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว…

.
.
.

ธันวา, ปีนัง 2557